หลังการรบอันดุเดือดติดต่อกันถึงหกวัน เช้าวันที่เจ็ด ภีษมะจัดกองทัพเการพเป็น กระบวนมณฑล ขณะที่ยุธิษฐิระวางทัพปาณฑพเป็น กระบวนวัชระ เพื่อเตรียมเข้าปะทะ
ทันทีที่เสียงสังข์ดังขึ้น สนามรบกุรุเกษตรก็แตกออกเป็นการต่อสู้หลายคู่ อรชุนเข้าห้ำหั่นกับกองทัพตรีครรตะ โทรณาจารย์เผชิญหน้ากับท้าววิราฏ และอัศวัตถามาเข้าขัดขวางศิขัณฑิน
ส่วนทางด้าน สาตยกี ยอดนักรบแห่งราชวงศ์ยาทพและศิษย์ของอรชุน ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่ได้มีเพียงฝีมือในการใช้อาวุธ
ศัตรูผู้นั้นคือ อลัมภูษา เจ้าชายแห่งเหล่ารากษส นักรบฝ่ายเการพผู้สามารถใช้ฤทธิ์มายาสร้างความสับสนแก่คู่ต่อสู้
การต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อสาตยกีระดมยิงลูกศรเข้าใส่อลัมภูษารอบทิศ แต่รากษสตนนั้นกลับใช้ลูกศรรูปพระจันทร์เสี้ยวตัดคันธนูของสาตยกี ก่อนยิงซ้ำเข้าใส่ร่างของเขาหลายดอก
จากนั้นอลัมภูษาก็สำแดงฤทธิ์รากษส สร้างภาพมายาและปล่อยห่าลูกศรเข้าปกคลุมรถศึกของสาตยกี จนดูราวกับไม่มีหนทางหลบหนี
แต่สาตยกีกลับไม่แสดงความหวาดกลัว
เขาหยิบคันธนูขึ้นมาใหม่ ก่อนร่ายมนตร์เรียกใช้ อัสตราแห่งพระอินทร์ ซึ่งเคยได้รับการถ่ายทอดจากอรชุน
ทันทีที่อัสตราถูกปล่อยออกไป ภาพมายาของอลัมภูษาก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น แล้วห่าลูกศรของสาตยกีก็พุ่งเข้าปกคลุมร่างของรากษส ราวกับสายฝนที่กระหน่ำลงบนภูเขา
เมื่อสูญเสียทั้งมายาและความได้เปรียบ อลัมภูษาจึงไม่อาจต้านทานได้อีก เขาหันหลังหลบหนีออกจากสนามรบ ปล่อยให้สาตยกีเปล่งเสียงคำรามประกาศชัยชนะต่อหน้ากองทัพเการพ
หลังเอาชนะเจ้าชายรากษสได้ สาตยกีก็หันคันธนูเข้าใส่ไพร่พลเการพ และระดมยิงจนทหารเบื้องหน้าต้องแตกหนีกระเจิดกระเจิง